พระราชบัญญัติ
                การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๒)
                            พ.ศ. ๒๕๓๗
                           -----------
   ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
                ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๗
                     เป็นปีที่ ๔๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
   พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรด
เกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
          โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียม
แห่งประเทศไทย
          จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและ
ยินยอมของรัฐสภาดังต่อไปนี้

          มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติการปิโตรเลียม แห่งประเทศไทย
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๗"

          มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

          มาตรา ๓  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕ และมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติ
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
          "มาตรา ๕  ให้จัดตั้งการปิโตรเลียมขึ้นเรียกว่า "การปิโตรเลียม
แห่งประเทศไทย" เรียกโดยย่อว่า "ปตท." และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า
"PETROLEUM AUTHORITY OF THAILAND" เรียกโดยย่อว่า "PTT"
          ให้ ปตท. เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมธุรกิจ
ปิโตรเลียม รวมถึงการดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับหรือสนับสนุนการประกอบ
ธุรกิจปิโตรเลียม เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดแก่เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ
โดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชน
          ให้ ปตท. มีตราเครื่องหมายของ ปตท. รูปลักษณะของตราเครื่องหมาย
ให้เป็นตามที่คณะกรรมการกำหนด
          มาตรา ๖  ปตท. มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดอื่น
ตามความเหมาะสมและจะตั้งสำนักงานสาขาหรือตัวแทนขึ้น ณ ที่อื่นใดในและ
นอกราชอาณาจักรก็ได้ แต่การตั้งสำนักงานสาขานอกราชอาณาจักรต้องได้รับอนุมัติจาก
คณะรัฐมนตรีก่อน"

          มาตรา ๔  ให้ยกเลิกความใน (๙) และ (๑๐) ของมาตรา ๗ แห่ง
พระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
          "(๙) ให้กู้หรือให้ยืมเงินโดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์สินเพื่อ
ประโยชน์แก่กิจการของ ปตท.
          การให้กู้เงินแก่บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่ ปตท. ถือหุ้นหรือ
เข้าร่วมทุนและมีอำนาจควบคุมกำกับการดำเนินงานของบริษัทนั้น จะให้กู้โดยไม่มี
หลักประกันได้เฉพาะเมื่อเป็นการให้กู้ระยะสั้นภายในวงเงินคราวละไม่เกินห้าร้อยล้านบาท
และเพื่อประโยชน์ในการบริหารสภาพคล่องทางการเงินของ ปตท. เท่านั้น
          ภายใต้บังคับวรรคสอง หากเป็นการให้กู้แก่บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด
ที่ ปตท. ถือหุ้นหรือร่วมทุนอยู่ไม่ถึงร้อยละยี่สิบห้า และ ปตท. ไม่มีอำนาจควบคุมกำกับ
การดำเนินงานของบริษัทนั้นจะให้กู้โดยไม่มีหลักประกันได้ไม่เกินสัดส่วนที่ ปตท. ถือหุ้นใน
บริษัทนั้น และผู้ถือหุ้นทุกรายได้ยินยอมให้เงินกู้แก่บริษัทนั้นโดยไม่มีหลักประกันเช่นกัน
          (๑๐) ออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อการลงทุนหรือประโยชน์แก่กิจการ
ของ ปตท."

          มาตรา ๕  ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติ
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
          "มาตรา ๑๒  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการ
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย" ประกอบด้วยประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง
หนึ่งคน ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรมหนึ่งคน ผู้แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
และสิ่งแวดล้อมหนึ่งคน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหนึ่งคน กรรมการอื่นอีก
ไม่เกินเก้าคน และผู้ว่าการเป็นกรรมการ"

          มาตรา ๖  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติการปิโตรเลียม
แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
          "มาตรา ๑๔  ประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งต้องมี
ความรู้ความสามารถจัดเจนเกี่ยวกับธุรกิจปิโตรเลียม วิทยาศาสตร์ การบริหารธุรกิจ
การบริหารรัฐกิจ วิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การบัญชี การตลาด การเงิน การคลัง
หรือกฎหมาย และต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
          (๑) มีสัญชาติไทย
          (๒) มีอายุไม่เกินหกสิบห้าปี
          (๓) ไม่เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย
          (๔) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษ
สำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
          (๕) ไม่เป็นข้าราชการการเมือง
          (๖) ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้าง เว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ
          (๗) ไม่เป็นกรรมการพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง
          (๘) ไม่มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับ ปตท. หรือในกิจการที่มีลักษณะ
เป็นการแข่งขันกับกิจการของ ปตท. ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม เว้นแต่
เป็นเพียงผู้ถือหุ้นเพื่อประโยชน์ในการลงทุนโดยสุจริตในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด
ที่กระทำกิจการอันมีส่วนได้เสียเช่นว่านั้น ก่อนวันที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ
หรือกรรมการ หรือเป็นประธานกรรมการหรือกรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด
ที่ ปตท. เป็นผู้ถือหุ้นโดยการมอบหมายของคณะกรรมการ"

          มาตรา ๗  ให้ยกเลิกความใน (๓) ของมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติ
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
          "(๓) คณะรัฐมนตรีให้ออก"

          มาตรา ๘  ให้ยกเลิกความใน (๘) ของมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติ
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
          "(๘) ออกข้อบังคับว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์หรือการสงเคราะห์อื่นเพื่อ
สวัสดิการของพนักงานและลูกจ้างและครอบครัวโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง"

          มาตรา ๙  ให้ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติ
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
          "(๒) มีความรู้ความสามารถจัดเจนในธุรกิจปิโตรเลียมหรือการบริหารธุรกิจ"

          มาตรา ๑๐  ให้ยกเลิกความใน (๕) ของมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติ
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
          "(๕) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๔ (๑) (๓) (๔) (๗)
และ (๘)"

          มาตรา ๑๑  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติการปิโตรเลียม
แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
          "มาตรา ๒๗  ประธานกรรมการและกรรมการอาจได้รับเงินรางวัลตามระเบียบ
ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
          ผู้ว่าการ พนักงาน และลูกจ้าง อาจได้รับเงินรางวัลตามระเบียบที่คณะกรรมการ
กำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง"

          มาตรา ๑๒  ให้ยกเลิกความซึ่งเป็นชื่อของหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัติ
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
                             "หมวด ๓
        การสร้างและบำรุงรักษาโรงกลั่นปิโตรเลียม โรงแยกก๊าซ ท่าเรือ
            คลังปิโตรเลียม และระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ"
                         ---------------

          มาตรา ๑๓  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติการปิโตรเลียม
แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
          "มาตรา ๓๒  ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันอาจเป็นอันตราย
ต่อหลุมสำรวจหรือหลุมผลิตปิโตรเลียม แท่นสำรวจหรือแท่นผลิตปิโตรเลียม โรงกลั่นปิโตรเลียม
โรงแยกก๊าซ ท่าเรือ คลังปิโตรเลียม ระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น
ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจปิโตรเลียมของ ปตท. ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา รวมทั้ง
อุปกรณ์ของสิ่งดังกล่าวนั้น หรืออุปกรณ์ของ ปตท. ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาที่ประกอบ
อยู่กับสิ่งดังกล่าวซึ่งเป็นของบุคคลอื่นด้วย"

          มาตรา ๑๔  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติการปิโตรเลียม
แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
          "มาตรา ๓๘  เมื่อ ปตท. มีความจำเป็นที่จะต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์
เพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งปิโตรเลียม เพื่อจัดสร้างโรงกลั่นปิโตรเลียม โรงแยกก๊าซ ท่าเรือ
คลังปิโตรเลียม หรือเพื่อใช้ในการวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น
อันจำเป็นและเกี่ยวเนื่องกับกิจการดังกล่าว ให้ดำเนินการเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วย
การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์"

          มาตรา ๑๕  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติการปิโตรเลียม
แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
          "มาตรา ๔๓  ปตท. ต้องเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย
หรือธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด"

          มาตรา ๑๖  ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติ
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
          "ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หลุมสำรวจหรือหลุมผลิตปิโตรเลียม แท่นสำรวจ
หรือแท่นผลิตปิโตรเลียม โรงกลั่นปิโตรเลียม โรงแยกก๊าซ ท่าเรือ คลังปิโตรเลียม
ระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ สิ่งปลูกสร้างอื่นที่ใช้ในการประกอบธุรกิจปิโตรเลียม
ของ ปตท. ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา รวมทั้งอุปกรณ์ของสิ่งดังกล่าวนั้น
หรืออุปกรณ์ของ ปตท. ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ที่ประกอบอยู่กับสิ่งดังกล่าวซึ่งเป็น
ของบุคคลอื่น ถูกทำลาย เสียหาย เสื่อมค่า หรือไร้ประโยชน์ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก
ไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

          มาตรา ๑๗  ในระหว่างที่ยังมิได้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่น
ตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยซึ่งได้รับ
แต่งตั้งอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการต่อไปจนกว่าจะได้
แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่

          มาตรา ๑๘  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมรักษาการตาม
พระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน  หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี
   หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติ
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีบทบัญญัติบางประการ
ที่ไม่เหมาะสมเพียงพอที่จะใช้ในการบริหารกิจการของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
ให้เจริญก้าวหน้าและมีความคล่องตัว สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับ
อำนายหน้าที่ของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย องค์ประกอบและจำนวนกรรมการ
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และการพ้นจากตำแหน่งของประธานกรรมการและกรรมการ
ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ
ผู้ว่าการ และการให้ความคุ้มครองแก่ทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
(ร.จ. เล่ม ๑๑๑  ตอนที่ ๔๑ ก  หน้า ๑  วันที่ ๒๐ กันยายน  ๒๕๓๗)